รบกวนสมัครสมาชิกใหม่ ทุกท่านนะครับ เข้าอ่านรายละเอียดได้ คลิ๊กที่นี้

ขอบคุณเพลงจาก musicradio
จำนวนคนที่เข้าชมเว็บเพื่อนเพFree Counterขอบคุณทุกท่านที่มาเยียมชม
กลับไปยังรายกระดาน โพสต์ใหม่

รักยม 54 ตอนที่ 1 by assasin008 (copy)

รักยม ตอนที่ 54 – กุญแจ
Assasin008 03/11/2011
...

“คุณหญิงแก้วกานดา วรผกาวรรณ … อีเปงใครวะ ทำไมต้องสืบหาเชื้อสายของอีด้วยวะไอ้แสง”

ชายวัยกลางคนผิวขาวอ้วนลงพุงเชื้อสายจีนผู้มีตำแหน่งเป็นถึงรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่เงยหน้าจากรายงานกองใหญ่ขึ้นมา
มองสบตากับสายตาเจ้าเล่ห์ยากจะอ่านออกของคู่สนทนา

“คุณหญิงแก้วกานดา ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลวรผกาวรรณ ตระกูลที่เป็นผู้ปิดตายประตูสู่เหล็กไหลที่แท้จริงเมื่อหลาย
ร้อยปีก่อน … ทายาทตระกูลนี้เป็นผู้เก็บรักษากุญแจหนึ่งในสองดอกที่จะเข้าสู่ถ้ำเหล็กไหล … ถ้าไม่มีกุญแจทั้งสองดอก
พวกเราก็จะเข้าไปเอาเหล็กไหลไม่ได้ครับท่าน”

ไอ้แสง ชายวัยกลางคนในชุดสูทหรูหราเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“อ้าว ต้องมีกุญแจด้วยเรอะ อั๊วะนึกว่าอีหมอเสือมังกำลังไปหาเหล็กไหลอยู่ไม่ใช่รึงาย”

“หมอเสือกำลังตามหาเหล็กไหลถูกแล้วครับท่าน เพียงแต่ว่ามันเป็นเหล็กไหลธรรมดาที่ทำหน้าที่เป็นกุญแจ คุณสมบัติของมัน
คนละเรื่องกับเหล็กไหลที่แท้จริง … ตอนนี้เราต้องหากุญแจให้ได้ทั้งสองดอก จากนั้นค่อยหาว่าถ้ำเหล็กไหลอยู่ที่ไหน”

“อืม อืม มีเหก มีผง … ว่าแต่อีน่าจะตายไปตั้งนานแล้ว อั๊วจะไปหาเจอได้ไง แล้วจะรู้ได้ไงว่ากุญแจมังอยู่ที่ไหน”

“ที่ผมมารบกวนท่าน ก็เพราะว่าเรื่องนี้ต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ผมพยายามค้นหามาได้แค่นี้ มาทางตันตรงที่คุณหญิงแก้วกานดา
เพราะเหมือนว่า คุณหญิงคนนี้จะไม่ได้แต่งงานมีลูกมีเต้า แต่อยู่ ๆ ก็หายไปจากบันทึกเสียเฉย ๆ ตอนนี้ก็เลยต้องให้ท่านสั่งการ
ให้พวกผู้เชี่ยวชาญช่วยกันรื้อค้นหาข้อมูล เผื่อว่าเราจะได้เบาะแสว่าคุณหญิงเคยพักอยู่ที่ไหน และกุญแจก็น่าจะถูกเก็บซ่อนอยู่
ที่นั่น”

“อืม อืม ล่าย ๆ ไม่ยาก เดี๋ยวอั๊วะจะสั่งไอ้พวกลิ่วล้อไปหาให้เอง แล้วจะอั๊วะจะบอกลื้ออีกที ถ้าได้ข้อมูลมาแล้ว … ว่าแต่เรื่อง
ที่อั๊วะสั่งไปเป็นยังไง อีนางเอกนมโตคนนั้นน่ะ?”

รัฐมนตรีร่างอ้วนพยักหน้าอือออ ก่อนหยิบเอาแก้วไวน์ราคาแพงมาซดพรวดเดียวหมดทั้งแก้วเสียงกิริยาอันน่าเกลียด

“ผมยื่นข้อเสนอราคาแพงที่สุดเท่าที่เราเคยเสนอไป ให้กับเธอ แต่เธอปฎิเสธครับนาย …”

“อีกะหรี่เอ๊ย ทำเปงเล่งตัว ไม่รู้หรือไงว่าอั๊วะเปงรัฐมนตรีนะโว้ย”

รัฐมนตรีร่างอ้วนที่กำลังโกรธจัดเหวี่ยงมือกระแทกแก้วไวน์ลงกับพื้นเสียงดังแก๊งจนแก้วร้าว ศรีษะล้านเลี่ยนสั่นเทิ้มจนเส้นเลือด
ปูดโปน

“ในเมื่อไม้อ่อนไม่ได้ผล ท่านอยากทำยังไงครับ ให้ผมฉุดมาให้ท่านข่มขืน หรือว่า จะให้เอาน้ำมันพรายของมหาเดโชไปโปะดี”

ไอ้แสง พูดน้ำเสียงเย็นเยียบด้วยหน้าตาอันเฉยเมย ที่ดูเหมือนว่ามันเคยทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้มาเป็นประจำ

“อืมมม อีนี่ มังเปงดาราดังช่ายเล่ง ฉุกมาจะเปงข่าวใหญ่ แต่แล้วแต่ลื้อล่ะกัง อั๊วไว้ใจลื้อ”

“ได้ครับนาย งั้นผมจะรีบลงมือเลย อีกไม่เกินสามวัน ผมจะพา กระแต ดาราสาวที่ท่านชื่นชอบมาให้ท่านจัดการ”

สิ้นคำของไอ้แสง เสียงหัวเราะร่วนอันหื่นกระหายของรัฐมนตรีร่างอ้วนก็ดังลั่นจนกระหึ่มไปทั่วทั้งห้อง

...


ชายหนุ่มลืมตาโพลงตื่นขึ้นในห้องอันมืดสลัว เพลิงไฟแดงฉานที่ลามเลียไปทั่วทุกสรรพสิ่ง และภาพอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงใน
ความฝันทำเอาเขาถึงกับหอบหายใจระรัวเร็ว เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาตามผิวกายจนร่างกำยำล่ำสันเปียกชุ่ม สองมือบีบกำเข้าหา
กันแน่นราวพร้อมจะเปิดฉากสู้รบปรบมือกับใครสักคนได้ในทุกวินาที หากแต่เมื่อสายตาของชายหนุ่มมองเห็นเงาร่างของตนเอง
สะท้อนไหวอยู่ในกระจกเงาบานใหญ่ที่แขวนติดอยู่บนเพดานห้อง เขาก็ตระหนักได้ว่า ... นั่นเป็นเพียงความฝัน

ชายหนุ่มค่อย ๆ รู้สึกคลายใจจากอาการตื่นตระหนก ร่างอันแข็งแกร่งสมชายชาตรีเริ่มผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดอย่างช้า ๆ
จนกระทั่งเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของเขาค่อย ๆ แผ่วลง ... แผ่วลง ... แผ่วลงจนเสียงลมหายใจค่อย ๆ ผสานเป็นจังหวะกับ
เสียงหายใจแผ่วเบาของหญิงสาวสวยอีกสี่นางที่นอนสลบไสลด้วยใบหน้าสุขสมอิ่มเอมอยู่รอบกาย

นักศึกษาสาวสุดสวยดาวมหาลัยอย่างน้องหญิงกำลังนอนอิงแอบแนบกอดเขาอยู่ที่ด้านขวามือ ศรีษะกลมสวยของเธออิงซบ
อยู่บนลำแขนและหัวไหล่ของเขา ร่างบอบบางแต่อวบอิ่มน่าฟัดเบียดแนบชิดอยู่กับสีข้างจนรู้สึกได้ถึงเสียงเต้นตึกตักของหัวใจ
ดวงน้อย ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในทรวงอกอวบใหญ่

ส่วนทางด้านซ้ายมือของเขานั้นก็เป็นน้องฟ้า นักศึกษาสาวหมวยหมัดหนักที่มีนิสัยเป็นแม่เสือสาวไม่ยอมแพ้ใคร โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งบรรดาพวกผู้ชายทั้งหลาย หากแต่วันนี้สาวหมวยกลับแปลงร่างเป็นนางแมวเหมียวขี้อ้อนไปเสียอย่างงั้น สาวหมวย
นอนตะแคงจับจองกอดแขนซ้ายของเขาเอาไว้อย่างแนบสนิทด้วยท่าทางออดอ้อน แขนท่อนบนของเขาจึงเบียดอยู่ตรงกลาง
ระหว่างทรวงอกอวบทั้งสองข้างของเธอ ในขณะที่ฝ่ามือของเขานั้นก็โดนหนีบซุกอยู่ตรงกลางหว่างขาแนบอยู่กับโคกสวาท
ของเธอ

ทางด้านหัวเตียงมีร่างที่ขาวผ่องกว่าใครนอนขวางอยู่ ฝ้าย พยาบาลสาวหน้าหวานนอนตะแคงในแนวขวาง กอดประคอง
ศรีษะของชายหนุ่มให้ซุกแนบอยู่กับหน้าท้องและเนินนมในท่วงท่าคล้ายมารดาปลอบประโลมลูกน้อย สองเต้าขาวเนียน
จึงเบียดแนบเป็นหมอนให้ใบหน้าของเขาได้แอบอิง

และสำหรับสาวสวยคนสุดท้าย ฝน พริตตี้สุดเซ็กส์ เธอนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงกลางหว่างขาของเขา ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เปรอะ
เลอะไปด้วยคราบน้ำกามนอนแน่นิ่งอิงแอบอยู่กับต้นขาของเขา ริมฝีปากบางที่เปื้อนยิ้มแนบจุมพิตอยู่กับความเป็นชาย
ที่แข็งแกร่งของเขา ดูคล้ายเด็กน้อยที่เผลอหลับไหลทั้งที่ยังมีขนมคาอยู่เต็มปาก

ความนุ่มนิ่ม อบอุ่น ของเรือนกายสี่สาวที่เบียดกระแซะอยู่รอบกายทำให้ชายหนุ่มค่อยยิ้มออกมาได้ ชายหนุ่ม ๆ ค่อย ๆ ชื่นชมภาพ
อันงามวิจิตรของเรือนกายอวบอิ่มเปลือยเปล่าทั้งสี่ร่างที่สะท้อนอยู่ในกระจกบานใหญ่บนเพดานห้องด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอย่างที่
ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะนับตั้งแต่ได้รักยมมาอยู่กับเขาด้วยแล้ว นี่เป็นครั้งแรกเลยทีเดียว ที่เขาได้ปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศที่มี
อยู่อย่างล้นเหลือออกมาได้อย่างเต็มเหนี่ยวจนหมดเรี่ยวหมดแรงสลบเหมือดคาเต้า

เข็มสั้นของนาฬิกาบนผนังตอนนี้บ่งบอกว่าเพิ่งจะเลยเวลาเที่ยงคืนไปเล็กน้อย ซึ่งหากเขาจำไม่ผิดแล้วล่ะก็เขาได้เข้ามาในโรงแรม
ม่านรูดแห่งนี้นานกว่าแปดชั่วโมงแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่งหมดแรงสลบเหมือดนอนหลับซบเต้าน้องหญิงไปเมื่อตอนราว ๆ สี่ทุ่ม
มันจึงเป็นความภูมิใจในฐานะบุรุษเพศอย่างล้นเหลือ ที่สามารถโรมรันร่วมรักอย่างร้อนแรงกับสาวสวยถึงสี่นางได้นานนับหลายชั่วโมง
ซ้ำยังสามารถส่งพวกเธอไปถึงสวรรค์ไปแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

หากแต่เขาก็รู้ดีว่าหากเอาเรื่องนี้ไปพูดให้ใครฟัง ก็คงโดนต้องโดนด่าว่าเขาโม้โอ้อวดเป็นแน่ เพราะหากไร้ซึ่งอำนาจพลังพิเศษแห่ง
รักยมแล้วล่ะก็ ชายหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่งอย่างเก่งแล้วคงปลดปล่อยออกมาได้อย่างมากก็ 4-5 รอบ หลังจากนั้นก็ไม่แคล้วต้อง
เหน็ดเหนื่อยจนคางเหลืองฟ้าเหลืองไปเลยทีเดียว หากแต่สำหรับเขาในตอนนี้ นอกจากจะมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือให้กระหน่ำรักใส่สี่
สาวจนสลบเหมือดได้แล้ว พอเขาตื่นขึ้นมาใหม่ในวงล้อมอันนุ่มนิ่มของสี่สาว แม้จะรู้สึกเพลียอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกาย
ของเขานั้นฟื้นตัว และเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาพร้อมที่จะสู้รบปรบมือกับสาว ๆ ได้เท่าที่ใจต้องการ

ด้วยความรู้สึกอยากขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เอก ค่อย ๆ ขยับร่างออกจากวงล้อมอันนุ่มนิ่มของดอกไม้งามทั้งสี่อย่างช้า ๆ สองมือ
ค่อย ๆ โอบประคองศรีษะ แขน ขา และร่างของสาว ๆ ทีละนางอย่างทะนุถนอมและเชื่องช้า เสียงครางอืออืมอย่างขัดใจแว่วดังขึ้น
เป็นระยะเมื่อโดนเขาหลีกหนีจากอ้อมกอด ซึ่งหากมิใช่ว่าสี่สาวหมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงเหนี่ยวรั้ง และต่างพากันหลับไหลลึกล้ำอยู่ในฝัน
อันแสนหวานแล้วล่ะก็พวกเธอคงไม่ยอมปล่อยชายหนุ่มสุดรักให้ห่างหายจากกายเป็นแน่

กว่าจะหลุดจากพันธนาการแห่งเนื้อสาวออกมาได้ ความรู้สึกวาบหวิวที่ได้เบียดเสียดสีกับเนื้อนางอันอบอุ่นเนียนนิ่ม ก็ทำเอา
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกอยากจะเปลี่ยนใจหันกลับไปกอดรัดนัวเนียกับบรรดาสาว ๆ อีกสักยกสองยกให้หายมันเขี้ยว ด้วยรู้สึกอยากให้
สี่สาวได้นอนพักเสียบ้าง ชายหนุ่มจึงกลั้นใจหยิบเอาผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่มาห่มคลุมร่างของสี่สาวเพื่อปิดภาพแห่งความวาบหวาม
เอาไว้เสียก่อนที่เขาจะรู้สึกตื่นตัวจนห้ามใจตัวเองไม่อยู่ จากนั้นจึงหยิบเอาผ้าขนหนูมาพันรอบเอวตัวเองเอาไว้แบบลวก ๆ แล้วเดิน
ย่ำพื้นพรมฝ่าความมืดสลัวออกไปที่ระเบียงของห้อง … ก่อนจะเริ่มรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปของตัวเอง

ความรู้สึกแปลกประหลาดประดังเทเข้ามาจนชายหนุ่มรู้สึกงุนงง ภาพเบื้องหน้าของเขาคือป่าไม้ไร้บ้านเรือนในยามดึก ไม่มีแสงไฟ
จากหลอดนีออนหรือแสงใด ๆ สาดส่อง ยกเว้นแต่เพียงแสงจันทราจากฟากฟ้า แต่กระนั้นดวงตาของเขากลับสามารถมองเห็น
ค้างคาวตัวหนึ่งกำลังบินโฉบอยู่เหนือต้นไม้ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเมื่อเขาเปลี่ยนเป้าหมายมองลึกเข้าไปในบริเวณดงไม้อันมืดทึบ
เขากลับมองเห็นได้แม้แต่แมลงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเกาะอยู่ตามเปลือกไม้ที่ผุเน่า

ดวงตาดวงเดิมคล้ายจะมองเห็นสีสันแปลกใหม่อันวิจิตรแห่งธรรมชาติที่ไม่เคยได้พบเห็น อีกทั้งเขายังมองเห็นได้ถึงร่างแห่งดวงไฟ
โปร่งใสสีเขียวบ้าง แดงบ้าง ขาวบ้าง ลอยวนเวียนไปมาอยู่ในป่า ดวงไฟแต่ละดวงส่องแสงจ้าไม่เท่ากัน บางดวงก็เป็นเพียงแสง
บางเบาเหมือนหิ่งห้อยตัวน้อยที่คล้ายจะสูญสลายในเร็ววัน หากแต่บางดวงก็สว่างจ้าเหมือนกลุ่มแสงขนาดใหญ่กว่าตัวคน

ดวงแสงสีเขียวที่มองแล้วไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษดูจะมีจำนวนมากกว่าสีอื่นอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาก็จะเป็นดวงแสงสีแดงที่ให้ความ
รู้สึกอึดอัดน่าหวาดหวั่นเมื่อได้มองดู และสำหรับดวงแสงสีสุดท้ายนั้นมีน้อยมากจนแทบนับได้ มันเป็นดวงแสงสีขาวระเรื่อ ที่เมื่อมอง
ดูแล้วให้บังเกิดความรู้สึกสบายใจ ซึ่งแม้จะไม่เข้าใจว่าสีต่าง ๆ นั้นหมายถึงอะไร แต่เขาก็พอจะรับรู้ด้วยสัญชาตญาณได้ว่าสิ่งที่เขา
เห็นนั่นต้องไม่แคล้วเป็นดวงวิญญาณของคนตายอย่างแน่นอน

แม้จะคุ้นชินกับรักยม และนางตะเคียน ที่เป็นดวงวิญญาณเหมือนกัน แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตนเองว่ามีดวงวิญญาณลอยล่องไปมา
อยู่มากมายถึงเพียงนี้ ก็ให้บังเกิดความรู้สึกหนาวเหน็บเสียดแทงไปทั่วร่างจนขนลุกชัน ความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงฉุดดึงวูบให้
แข้งขาอ่อนเปลี้ยจนร่างกำยำเซถลาคล้ายจะล้มลง หากแต่ในทันใดสายลมอันอบอุ่นวูบใหญ่ก็พัดผ่านมาจากทางด้านหลังช่วยดัน
ประคองให้ร่างกำยำของเขาไม่ให้เสียหลัก

แม้นเป็นเวลาเพียงชั่วพริบตา ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเป็นมิตรอันอบอุ่นจากสายลมหอบใหญ่ก่อนที่มันจะหายไป ทิ้งไว้
แต่เพียงสายลมอ่อน ๆ ที่ไหลวนโชยปลอบประโลมอยู่รอบกาย ความรู้สึกสบายใจอย่างแปลกประหลาดท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ
ราวกับมีสายลมและอากาศรอบข้างที่พร้อมจะช่วยเหลือเขาทุกเมื่อที่ต้องการ

ชายหนุ่มหลับตาลง ก่อนกางมือ กางแขน ออกกว้างเพื่อรับสัมผัสอันอบอุ่นแห่งสายลมที่โชยผ่าน ผิวหนังรอบกายคล้ายสัมผัสได้
ถึงบางสิ่งที่เป็นมากกว่าอากาศและสายลม มันเหมือนกับมีสิ่งมีชีวิตเล็กกระจ้อยที่มองไม่เห็นวนเวียนกระโดดโลดเต้นหยอกล้อ
สัมผัสไปมาอยู่กับผิวกาย อีกทั้งยังสัมผัสอย่างชัดแจ้งได้ถึงอารมณ์เบิกบานสุนทรีย์ที่แผ่ออกมาจากจิตวิญญาณแห่งสายลมที่
โชยผ่าน

เมื่อเขาสะบัดมือไปเบื้องหน้าก็รู้สึกเหมือนว่าได้ผลักดันมวลอากาศที่ได้สัมผัสจนกลายเป็นสายลมวูบใหญ่ที่พัดครืนผ่านเข้าไปในป่า
จนต้นไม้ใหญ่น้อยเอนลู่ไหวไปตามแรงลมที่เขาบงการ ด้วยความรู้สึกที่มิต่างใด ๆ กับเด็กน้อยที่ได้พบเจอของเล่นอันถูกใจ ชายหนุ่ม
สะบัดมือสะบัดไม้ครั้งแล้วครั้งเล่า ส่งสายลมวูบวาบอ่อนบ้างแรงบ้างเข้าไปในป่าจนต้นไม้ใหญ่สั่นคลอนเอนวูบไหวไปมาเหมือนเจอ
เข้ากับพายุฝน

และเมื่อเขาหยุดนิ่งและหงายฝ่ามือขึ้นมาดู ก็พบว่ามีลมหมุนคล้ายพายุลูกเล็ก ๆ ลอยวนอยู่บนเหนือฝ่ามือทั้งสองข้าง จิตวิญญาณที่
อัดแน่นอยู่ในลมหมุนเหมือนเด็กน้อยที่กำลังกระโดดโลดเต้นร้องรำด้วยความคึกคะนอง เสียงหวีดหวิวของสายลมที่มิเคยมีผู้ใดฟังเข้าใจ
บัดนี้ชายหนุ่มรู้แจ้งได้ว่ามันเป็นเสียงเพลงแห่งธรรมชาติของสายลมที่กำลังเฉลิมฉลอง ความรู้สึกดื่มด่ำเบิกบานเอ่อล้นประดังเข้ามาจน
ชายหนุ่มอดไม่ได้ต้องขยับมือขยับไม้คล้ายจะเต้นระบำร่วมกันไปกับจังหวะเสียงเพลงแห่งสายลม … เสียงเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก
แห่งอิสระเสรี ….

...

“พี่เอก ?? ทำอะไรอยู่คะ ???”

เสียงหวานใสที่ดังขึ้น ทำเอาชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งตื่นจากภวังค์แห่งความดื่มด่ำ และพร้อมกันนั้นสายลมหมุนที่กำลังละเล่นหมุนวนอยู่
รอบกายก็มลายสลายหายไป ทีแรกเขาเองก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เมื่อสายตาหันไปเจอเข้ากับเรือนร่างงามดุจนางฟ้าของน้องหญิงที่เดิน
เข้ามาหา หากแต่เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณสีเขียวที่โอบล้อมร่างของน้องหญิงเอาไว้ก็ให้รู้สึกคลายใจ ก่อนเผยรอยยิ้มอย่างรู้ทัน
ให้กับร่างบางของแฟนสาวที่มีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กห่อหุ้มพันรอบตัวเอาไว้

“… พี่สาวตะเคียน … จะแกล้งเล่นอะไรอีกล่ะ ?”

“ฮึ … ตัวข้าก็ลืมไปเสียได้ ว่าเจ้ามิใช่หนุ่มน้อยธรรมดา แต่เป็นถึงผู้ที่มีตบะแห่งเวทย์อันยิ่งใหญ่ไม่แพ้หมอผีอันรือนาม”

ใบหน้าแสนหวานของน้องหญิงขมวดเล็กน้อยด้วยรู้สึกขัดใจ ก่อนที่แววตาอันสดใสจะเปล่งประกายสีเขียวอ่อนแวบวาบออกมา

“พี่ตะเคียนสุดสวย คิดจะเล่นอะไรล่ะ ถึงได้แอบไปสิงร่างของน้องหญิงแบบนี้ ”

เอก เอ่ยถามขณะหันหน้ามองไปทางป่าหลังโรงแรมม่านรูด พลางยกมือยกไม้ขึ้นรับสัมผัสอันอบอุ่นแห่งสายลมต่อ

“คิก คิก ข้าก็เพียงต้องการรางวัลของข้าบ้างมิได้หรือ ว่าแต่เจ้ามิตระหนกหรือไร ที่เราชิงร่างนางเมียของเจ้ามาเสียแล้ว”

นางตะเคียน ในร่างของน้องหญิง หัวเราะพร้อมกับเดินกรีดกรายด้วยมาดของหญิงสาวสูงศักดิ์มายืนเกาะรั้วอยู่ข้าง ๆ เอก

“ผมไม่กลัวหรอก พี่สาวไม่ใช่คนแบบนั้น พี่สาวเป็นคนดี เอ้ย ผีที่ดี เพราะถ้าพี่สาวจะทำล่ะก็ คงจะทำไปนานแล้ว”

“ฮึ ช่างร้ายเหลือ … ว่าแต่เจ้าตระหนักได้อย่างไร ว่านี่คือตัวข้า มิใช่นางเมียคนสวยของเจ้า”

นางตะเคียนยิ้มน้อย ๆ คล้ายจะรู้สึกพอใจที่ชายหนุ่มไว้ใจและมองเห็นความดีของตน

“… เพราะท่าทางของน้องหญิงดูไม่เหมือนเดิม … และที่สำคัญ ผมเห็นจิตวิญญาณสีเขียวของพี่สาวโอบล้อมร่างของ
น้องหญิงเอาไว้ … คราวนี้มันดูไม่เหมือนร่างโปร่งใสที่ผมเคยเห็นในทีแรก แต่มันชัดกว่า ดูมีตัวตนมากกว่า …”

“นั่นเพราะเจ้าบรรลุได้แล้วซึ่งระดับแห่งหมอผีที่ต้องฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรไม่น้อยกว่า 50 ขวบปี เจ้าจึงมองเห็น และสัมผัส
ได้ถึงกายละเอียดของจิตวิญญาณ ผิดแผกจากก่อนหน้าที่เจ้ามองเห็นตัวข้า หรือสองเด็กน้อยรักยม เพราะพวกข้าตั้งใจ
แสดงตัวให้เจ้าเห็น … แต่เพลานี้แม้นว่าวิญญาณอย่างเราจะคิดหลบซ่อน ก็คงมิอาจผ่านพ้นสายตาแห่งเจ้าได้”

“... แล้วทำไมอยู่ ๆ ผมถึงได้มีพลังขนาดนี้ได้ล่ะ ? “

“ยังมิได้แก่ตัว เจ้าก็เป็นโรคขี้หลงขี้ลืมเสียแล้วหรือไร ข้าเคยเอ่ยวาจาบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าตัวเจ้านั้นได้บรรลุเข้าสู่
ขอบเขตแห่งวิชาที่พ่อมดหมอผีทั่วหล้าใฝ่หา เจ้าได้บรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า เวทย์เป็นตายฟื้นคืน … เวทย์ที่ว่าด้วยการ
ยอมให้ตนเองตายตก เพื่อได้สัมผัสกับพลังแห่งจิตวิญญาณ อีกทั้งมนตราแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ผู้ผ่านวิชานี้เพียง
หนึ่งครั้งจักได้รับพลังดุจบำเพ็ญเพียรสะสมตบะยาวนานถึงครึ่งชีวิต หากแต่นี่เจ้ากลับผ่านมันมาถึงสองครั้งสองครา
พลังอาคมแห่งเจ้าจึงมากมายมหาศาลยิ่งกว่าหมอผีใด ๆ อีกทั้งยังมีสายลมนั่นอีกเล่า จักมีผู้ใดในโลกหล้าที่บงการ
สายลมเฉกเช่นเจ้าได้“

นางตะเคียนอธิบายไปพลาง หลับตาดื่มด่ำถึงสัมผัสแห่งสายลมที่ปะทะเข้ากับร่างที่มีเลือดเนื้อด้วยความรู้สึกเป็น
สุขไปพลาง เธอแทบลืมมันไปเสียแล้ว ว่าความรู้สึกที่ได้สัมผัสสายลมด้วยผิวหนังตอนมีชีวิตเป็นยังไง

“… แปลว่า … ผมสามารถมองเห็นผีได้ พูดคุยกับผีได้ … แบบนี้ก็แย่น่ะซิ ต้องเห็นของแบบนี้ทุกวัน หลอนตายพอดี”

เอก ทำหน้าย่น ขณะหันไปมองร่างวิญญาณสีเขียวที่เดินแกว่งไปแกว่งมาอยู่ริมรั้วโรงแรมชั้นล่าง หากต้องเห็นสภาพ
ผีที่หัวแบะ เลือดอาบเต็มตัวแบบนี้ตลอดเวลา สงสัยจะได้บ้าก่อนแน่ ๆ

“คิก คิก … เด็กน้อยเอย เจ้าหาต้องหวาดหวั่นไม่ … เจ้าเพียงศึกษาคาถาปิดเนตร แล เปิดเนตร ก็เป็นอันใช้ได้ เมื่อ
เจ้ามิต้องการมองเห็นก็เพียงปิดเนตร หากต้องการมองเห็นก็เปิดเนตรเสีย”

“ถ้าแบบนั้นก็โอเคหน่อย … ว่าแต่ดวงวิญญาณทำไมมีสีต่าง ๆ กันด้วย สีเขียววนไปมาเต็มป่าเลย สีแดงน้อยกว่าแต่
ดูน่ากลัว ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ส่วนสีขาวก็น้อยยิ่งกว่าน้อย … มันมีสีอื่น ๆ อีกมั้ยเนี่ย”

เอก ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แจ้งถึงสมาชิกทุกท่านที่ตอบกระทู้ หรือ โพสข้อความ ทุกท่าน ที่เป็นสมาชิกใหม่ ในการตอบขอตอบเป็นคำพูดหน่อยครับ
ส่วนท่านที่จะโพสกรุณาอ่านรายระเอียดห้องนั้นๆด้วยถ้าเจอ ทำผิดซ้ำบ่อยๆ เราลบไอดีท่านนะครับ เตือนไวนะทีนี้ขอบคุณครับ
รักยม 53
ขอบคุน
ขอบคุณครับ
ขอบคุณจ้า
ตอบกลับ 1# money
thank
ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณเป็นล้นพ้น
thank you krab
ตอบกลับ 1# money


    มันมากๆ
ขอบคุณครับ
ชอบที่ซู้ดเลยเรื่องนี้
สนุกครับ
ขอบคุณ
ขอบคุณครับ
ชอบมาก
ตอบกลับ 1# money
ชอบ ๆ ครับ
ขอบคุณ
กลับไปยังรายกระดาน
Free Counter